Payload Logo

ต้นทุนโลจิสติกส์ประกอบด้วย อะไรบ้าง? เคล็ดลับการคำนวณและวิเคราะห์เพื่อธุรกิจคุณ

Author

forwardinsight

Date Published

ต้นทุนโลจิสติกส์

หลายครั้งที่เจ้าของธุรกิจขนส่งหลายคนมักคิดว่า งานเยอะขึ้นแต่กำไรไม่เพิ่ม ทั้งที่ลูกค้าก็มี รถก็วิ่งแทบทั้งวัน แต่ที่จริงแล้วปัญหาไม่ได้อยู่ที่รายได้ แต่อยู่ที่ต้นทุนโลจิสติกส์ที่มองไม่เห็น ตั้งแต่การจัดเก็บสินค้า การขนส่ง ไปจนถึงการส่งถึงมือลูกค้า ซึ่งหลายธุรกิจมีต้นทุนแฝงที่ไม่เคยถูกวิเคราะห์อย่างจริงจัง ถ้าหากปล่อยไว้โดยที่คุณไม่ทำความเข้าใจกับโครงสร้างต้นทุนเชิงลึก อาจทำให้กำไรลดลงเรื่อยๆ โดยไม่รู้ตัว และในบทความนี้จะมาพูดถึงความสำคัญและวิธีจัดการต้นทุนดังกล่าวเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้กับธุรกิจของคุณ

ความหมายของต้นทุนโลจิสติกส์ คืออะไร?

ต้นทุนโลจิสติกส์ คือ ค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่คุณต้องจ่ายไปเพื่อให้สินค้าเคลื่อนที่จากคลังไปถึงมือลูกค้าอย่างปลอดภัยและตรงเวลา ในที่นี้ไม่ได้มีแค่ค่าน้ำมันหรือค่าขนส่งเท่านั้น แต่ยังรวมถึงต้นทุนที่มองไม่เห็นอย่างค่าบริหารจัดการสต็อกที่จมอยู่ ค่าแรงพนักงานที่สูญเสียไปกับขั้นตอนที่ซ้ำซ้อน และค่าความเสียหายจากความล่าช้า พูดง่ายๆ คือมันคือต้นทุนรวมที่กำหนดว่า ในการส่งสินค้าหนึ่งชิ้น คุณจะเหลือกำไรสุทธิเข้ากระเป๋าจริงๆ เท่าไหร่

ทำไมต้นทุนโลจิสติกส์ถึงสำคัญกว่าที่คิด?

แม้ผู้ประกอบการส่วนใหญ่จะตระหนักถึงต้นทุนในภาพกว้าง แต่ปัญหาที่น่ากลัวที่สุดคือการมองเห็นต้นทุนไม่ครบทุกมิติ โดยเฉพาะต้นทุนแฝงที่มักจะถูกละเลย เช่น ค่าเสื่อมสภาพรถที่ไม่ได้คำนวณรวมกับค่าน้ำมัน หรือค่าเสียโอกาสมหาศาลจากความผิดพลาดในการวางแผนเดินรถที่มีพนักงานเป็นตัวแปรสำคัญ 


หากคุณไม่นำค่าใช้จ่ายยิบย่อยเหล่านี้มาวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ ก็อาจส่งผลทำให้คุณเข้าใจผิดว่าธุรกิจกำลังมีกำไร ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วกำลังขาดทุนลงเรื่อยๆ ดังนั้นการจัดการต้นทุนโลจิสติกส์ในยุคนี้จึงไม่ใช่แค่การบันทึกบัญชีรายวัน แต่เป็นการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยทำให้คุณมองเห็นต้นทุนแฝงที่มองไม่เห็น เพื่อปิดรอยรั่วและรักษาผลกำไรที่แท้จริงเอาไว้ให้ได้

ต้นทุนโลจิสติกส์ประกอบด้วยอะไรบ้าง?

1. ค่าขนส่ง (Transportation Cost)

ถือเป็นสัดส่วนที่ใหญ่ที่สุดในบรรดาต้นทุนทั้งหมด ไม่ใช่แค่ค่าน้ำมันที่คุณจ่ายหน้าปั๊ม แต่รวมถึงค่าใช้จ่ายในการเคลื่อนย้ายสินค้าทั้งหมด ทั้งค่าซ่อมบำรุงรถตามระยะทาง, ค่าประกันภัยขนส่ง, ค่าเสื่อมสภาพของตัวรถ และที่สำคัญที่สุดคือ ค่าแรงพนักงานขับรถ ถ้าหากบริหารจัดการเส้นทางไม่ดี ต้นทุนส่วนนี้จะพุ่งสูงขึ้นแบบที่ควบคุมได้ยาก

2. ค่าคลังสินค้า (Warehousing Cost)

เป็นค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บสินค้าจนกว่าจะมีการส่งมอบ ประกอบด้วยค่าเช่าพื้นที่คลังสินค้า หรือค่าเสื่อมของอาคารหากเป็นคลังของตัวเอง รวมถึงค่าสาธารณูปโภค ค่าแรงพนักงานคลังสินค้า และค่าอุปกรณ์เครื่องจักรต่างๆ เช่น รถ Forklift ที่ใช้ในการจัดเรียงและยกขนสินค้าภายในคลัง

3. ค่าบริหารจัดการ (Administrative Cost)

ต้นทุนส่วนนี้มักจะถูกมองข้ามเพราะเป็นงานเอกสารและงานหลังบ้าน เช่น เงินเดือนฝ่ายจัดซื้อ ฝ่ายบุคคล และฝ่ายบัญชี รวมถึงค่าซอฟต์แวร์ต่างๆ ที่ใช้ในการดำเนินงาน ยิ่งถ้ากระบวนการทำงานซับซ้อนและต้องใช้คนคีย์ข้อมูลมากเท่าไหร่ ต้นทุนการบริหารจัดการก็จะยิ่งสูงขึ้นตามไปด้วย

4. ค่าสูญเสีย/เสียหาย (Damage & Loss)

เป็นต้นทุนที่เกิดขึ้นจากความผิดพลาดระหว่างทาง ไม่ว่าจะเป็นสินค้าชำรุดจากการขนส่ง สินค้าสูญหายจากคลัง หรือแม้แต่สินค้าหมดอายุเนื่องจากการบริหารสต็อกไม่ดี (Overstock) ต้นทุนส่วนนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อกำไรสุทธิเพราะเป็นค่าใช้จ่ายที่จ่ายไปโดยไม่ได้อะไรกลับคืนมาเลย

5. ค่าเสียโอกาส (Opportunity Cost)

เป็นต้นทุนที่เจ้าของธุรกิจหลายคนมองไม่เห็นแต่ส่งผลกระทบมหาศาล เช่น การเสียลูกค้าไปเพราะส่งสินค้าล่าช้า หรือการเสียโอกาสในการรับงานใหม่เพราะรถติดงานที่เกิดจากวางแผนผิดพลาด ต้นทุนส่วนนี้แสดงถึงประสิทธิภาพที่ด้อยลงในการแข่งขันของธุรกิจคุณ

ตรวจสอบและวิเคราะห์ต้นทุนโลจิสติกส์

ผลกระทบจากการจัดการต้นทุนโลจิสติกส์ได้ไม่ดีพอ

หากคุณละเลยการบริหารต้นทุนโลจิสติกส์ โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับทรัพยากรมนุษย์และข้อมูล ผลกระทบที่จะตามมารุนแรงกว่าที่คิด ไม่ว่าจะเป็น


  • กำไรที่ไหลออกทางค่าเที่ยวและโอที หากไม่มีการคำนวณต้นทุนโลจิสติกส์ที่แม่นยำ คุณอาจกำลังจ่ายค่าล่วงเวลาเกินความจำเป็น หรือคำนวณเบี้ยเลี้ยงผิดพลาดจนพนักงานไม่พอใจ
  • ตั้งราคาผิด หากคุณไม่รู้ต้นทุนจริงๆ อาจเสี่ยงต่อการเสนอราคาที่ต่ำหรือสูงเกินไปจนลูกค้ารู้สึกไม่แน่ใจในธุรกิจของคุณ รวมถึงเสี่ยงต่อการขาดทุนในระยะยาวด้วย
  • ความเสี่ยงทางกฎหมายและอุบัติเหตุ หากปล่อยให้คนขับรถที่มีใบอนุญาตหมดอายุออกไปทำงานโดยไม่มีระบบแจ้งเตือน ถือเป็นความเสี่ยงที่อาจทำให้บริษัทถูกฟ้องร้องหรือเสียชื่อเสียงจนประเมินค่าไม่ได้
  • ภาวะสมองไหล เมื่อระบบจัดการไม่ดี พนักงานทำงานหนักเกินไปโดยไม่มีสวัสดิการที่ดีพอ อาจทำให้พวกเขาตัดสินใจลาออก และการรับคนใหม่ก็มีต้นทุนการฝึกอบรมที่สูงมาก
  • สูญเสียความสามารถในการแข่งขัน ถ้าปล่อยไว้นานอาจทำให้ธุรกิจของคุณขยับตัวลำบากเพราะแบกรับค่าใช้จ่ายคงที่ (Fixed Cost) ที่สูงเกินจริง และอาจต้องปิดตัวลงเพียงเพราะบริหารจัดการไม่เป็น

4 สัญญาณเตือนว่าต้นทุนโลจิสติกส์ของคุณกำลังอยู่ในขั้นวิกฤต

1. งานเยอะขึ้น แต่เงินไม่เหลือ

แม้ว่าจำนวนออเดอร์จะเพิ่มขึ้น มีรถวิ่งออกไปทำงานแทบทุกวันจนดูเหมือนว่าธุรกิจกำลังไปได้ดี แต่เมื่อหักลบกลบหนี้ในสมุดบัญชีกลับพบว่ากำไรสุทธิไม่ได้เติบโตตามสัดส่วนที่ควรจะเป็น สัญญาณนี้กำลังบอกว่ามีต้นทุนแฝงหรือค่าใช้จ่ายที่ไม่ถูกควบคุมกำลังกัดกินผลกำไรของคุณอยู่ ไม่ว่าจะเป็นการวิ่งรถเที่ยวเปล่าโดยไม่จำเป็น หรือการสูญเสียไปกับขั้นตอนการทำงานที่ไร้ประสิทธิภาพ

2. ไม่สามารถตอบได้ว่าต้นทุนต่อเที่ยวอยู่ที่เท่าไร

ในวินาทีที่ลูกค้าขอใบเสนอราคาหรือตอนที่คุณต้องตัดสินใจเรื่องกลยุทธ์ แต่คุณไม่สามารถตอบได้ทันทีว่าการส่งสินค้าเที่ยวนี้มีต้นทุนจริงเท่าไร นั่นคือความเสี่ยงมหาศาล เพราะการตอบไม่ได้หมายความว่าคุณกำลังตั้งราคาโดยอาศัยการคาดเดามากกว่าข้อมูลจริง ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะขาดทุนตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มสตาร์ทรถด้วยซ้ำ

3. ใช้ Excel หลายไฟล์ แต่ข้อมูลไม่ตรงกัน

เมื่อฝ่ายบัญชีมีตัวเลขชุดหนึ่ง ฝ่ายปฏิบัติการมีอีกชุด และฝ่ายบุคคลก็มีข้อมูลค่าแรงอีกแบบที่ดูเหมือนจะไม่เคยบรรจบกันได้ ปัญหาการเก็บข้อมูลแบบต่างคนต่างทำนี้เองที่ทำให้การมองภาพรวมต้นทุนโลจิสติกส์ผิดเพี้ยนไปหมด

4. พบปัญหาซ้ำๆ แต่ไม่รู้ต้นเหตุที่แท้จริง

ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันที่หายไปเกินความจริง การส่งสินค้าล่าช้าบ่อยครั้ง หรือลูกค้าคอมเพลนเรื่องเดิมๆ แม้จะพยายามแก้ไขแล้วแต่ปัญหาเหล่านั้นก็ยังวนเวียนกลับมาเสมอ นั่นเป็นเพราะคุณขาดการวิเคราะห์ข้อมูลอย่างเป็นระบบ ทำให้การแก้ปัญหาเป็นเพียงการปะหน้ายาง แต่ไม่ได้เปลี่ยนยางเส้นใหม่ที่แข็งแรงกว่าเดิมเพื่อลดต้นทุนในระยะยาว

วิธีวิเคราะห์ต้นทุนโลจิสติกส์อย่างมืออาชีพ

1. สังเกตด้วยวิธีเบื้องต้น

เริ่มจากการสำรวจข้อมูลพื้นฐานที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน โดยเน้นไปที่การตรวจสอบต้นทุนต่อเที่ยว เพื่อดูความคุ้มทุนในเบื้องต้น ต่อด้วยการวิเคราะห์ต้นทุนต่อกิโลเมตร เพื่อประเมินประสิทธิภาพการใช้รถและน้ำมัน และที่สำคัญที่สุดคือการเปรียบเทียบรายได้ VS ค่าใช้จ่ายในภาพรวม เพื่อให้เห็นว่ายอดขายที่เพิ่มขึ้นนั้นเมื่อหักลบกับต้นทุนแฝงแล้ว จะเหลือกำไรสุทธิเท่าไหร่กันแน่

2. วิเคราะห์ด้วยตัวชี้วัดที่แม่นยำ

เพื่อให้เห็นจุดรั่วไหลของเงินได้อย่างชัดเจน คุณควรใช้แนวคิดการคำนวณ 3 รูปแบบหลัก ดังนี้


  • Cost per Trip คำนวณต้นทุนรวมต่อการวิ่งรถ 1 ครั้ง เพื่อดูว่าการรับงานในราคานั้นคุ้มค่าเหนื่อยหรือไม่
  • Cost per KM ใช้เพื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพของรถแต่ละคันหรือคนขับแต่ละคนว่าใครบริหารจัดการต้นทุนได้ดีกว่ากัน
  • Cost per Order สำหรับธุรกิจที่มีการกระจายสินค้าหลายจุด การรู้ต้นทุนต่อการส่ง 1 ออเดอร์จะช่วยให้คุณวางแผนการจัดเส้นทางได้แม่นยำยิ่งขึ้น

3. เครื่องมือดิจิทัลที่ควรนำมาใช้

ในยุคที่ข้อมูลมีปริมาณมหาศาล การใช้แรงงานคนคีย์ Excel อย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ สำหรับเครื่องมือที่จะเข้ามาช่วยได้ จะมีทั้งโปรแกรมบัญชีขนส่งและระบบ ERP ที่สามารถรวบรวมข้อมูลจากทุกแผนกมาไว้ที่เดียว ซึ่งจะช่วยลดความผิดพลาดในการกรอกข้อมูลซ้ำซ้อน 


และที่ขาดไม่ได้คือ Dashboard วิเคราะห์ข้อมูล ที่จะสรุปตัวเลขที่ซับซ้อนให้กลายเป็นกราฟที่อ่านง่าย ช่วยให้เจ้าของธุรกิจมองเห็นต้นทุนและตัดสินใจแก้ไขปัญหาได้แบบเรียลไทม์

แล้วการคำนวณต้นทุนโลจิสติกส์ที่ดีควรเป็นยังไง?

หลังจากที่เราทำการวิเคราะห์จนเห็นรอยรั่วและตัวแปรทั้งหมดแล้ว ขั้นตอนต่อมาคือการคำนวณต้นทุนให้สะท้อนความเป็นจริงมากที่สุด การคำนวณที่ดีไม่ควรนำตัวเลขจากบิลน้ำมันมาบวกกันแบบหยาบๆ แต่ต้องประกอบด้วยข้อมูลสำคัญดังนี้

  • ความครอบคลุม ต้องรวมทั้งต้นทุนคงที่ เช่น เงินเดือนพนักงาน, ค่าประกันภัย และต้นทุนผันแปร เช่น ค่าน้ำมัน, ค่าซ่อมบำรุงตามระยะทาง และค่าเบี้ยเลี้ยงรายเที่ยว
  • ความแม่นยำระดับหน่วย การคำนวณที่ดีจะต้องซอยย่อยออกมาเป็นต้นทุนต่อกิโลเมตร หรือต้นทุนต่อเที่ยววิ่งได้ เพื่อให้เห็นประสิทธิภาพที่แท้จริงของรถแต่ละคันและพนักงานแต่ละคน
  • ข้อมูลเป็นปัจจุบัน ข้อมูลที่ใช้คำนวณจะต้องสดใหม่ ไม่ใช่นำค่าใช้จ่ายของปีที่แล้วมาเป็นเกณฑ์ตัดสินใจของปีนี้ เพราะราคาน้ำมันและค่าแรงเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

แนะนำวิธีการบริหารต้นทุนโลจิสติกส์อย่างไรให้เป็นระบบ

1. วางแผนเส้นทางให้ดีขึ้น

ต้นทุนที่บานปลายมักเกิดจากระยะทางที่เกินจำเป็น ยกตัวอย่างเช่น หากรถวิ่งอ้อมเพียง 10 กิโลเมตรต่อเที่ยว ใน 1 เดือนที่มีหลายสิบเที่ยววิ่ง คุณอาจต้องเสียค่าน้ำมันและค่าเสื่อมสภาพรถเพิ่มขึ้นหลายหมื่นบาทโดยไม่รู้ตัว การนำระบบวางแผนเส้นทางมาใช้จะช่วยคำนวณจุดส่งสินค้าที่คุ้มค่าที่สุด ช่วยลดจำนวนเที่ยววิ่งเปล่า ทำให้รถทุกคันทำงานได้เต็มศักยภาพในเวลาที่น้อยลง

2. ใช้ระบบ ERP ขนส่ง เพื่อควบคุมต้นทุน

การบริหารด้วยระบบ ERP ขนส่ง เป็นการเปลี่ยนจากการคาดเดามาเป็นการตัดสินใจด้วยข้อมูลจริง ระบบนี้จะรวบรวมข้อมูลต้นทุนจากทุกแผนกมาวิเคราะห์แบบ Real-time ซึ่งจะช่วยลดความผิดพลาดจากคนที่เกิดจากการลงข้อมูลซ้ำซ้อน ช่วยให้คุณเห็นภาพรวมของกำไรขาดทุนได้ทันที และยังช่วยระบุจุดที่เกิดความฟุ่มเฟือยได้อย่างตรงจุดก่อนที่ปัญหาจะลุกลาม

3. วิเคราะห์ต้นทุนเชิงลึกรายลูกค้า

บ่อยครั้งที่ธุรกิจพบว่าลูกค้าบางรายอาจส่งงานในปริมาณมาก แต่เมื่อวิเคราะห์ลึกถึงทรัพยากรที่ใช้ ทั้งเวลาการรอคอย ระยะทาง และการบริหารจัดการ กลับพบว่าให้กำไรสุทธิต่ำกว่าที่ควร การรู้ว่สลูกค้าคนไหนทำกำไรให้เราจริง จะช่วยให้คุณจัดลำดับความสำคัญของทรัพยากรได้ดีขึ้นและสามารถปรับโครงสร้างราคาให้เหมาะสมกับต้นทุนจริงที่เกิดขึ้นในแต่ละเคส

4. ใช้โปรแกรมบัญชีขนส่งแทน Excel

แม้ Excel จะเป็นเครื่องมือเริ่มต้นที่ดี แต่ในวันที่ธุรกิจเติบโต การใช้ไฟล์ที่กระจัดกระจายอาจกลายเป็นอุปสรรคสำคัญ ดังนั้นการเปลี่ยนมาใช้โปรแกรมบัญชีขนส่งที่ถูกออกแบบมาเพื่อธุรกิจนี้โดยเฉพาะ จะช่วยเชื่อมโยงข้อมูลทางการเงินและระบบปฏิบัติการเข้าด้วยกันโดยอัตโนมัติ จึงช่วยลดความผิดพลาดในการคีย์ตัวเลข ทำให้เจ้าของธุรกิจเห็นงบกำไรขาดทุนแบบรายเที่ยวหรือรายเดือนได้เพียงแค่ปลายนิ้ว


และเมื่อโปรแกรมบัญชีทำงานร่วมกับ HR Logistics Software ด้วยแล้ว จะทำให้ข้อมูลค่าแรงและค่าเที่ยวถูกดึงไปคำนวณเป็นต้นทุนทันทีโดยไม่ต้องรอฝ่ายบุคคลสรุปยอดมาก่อน ซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวกและเพิ่มความแม่นยำในการคำนวณต้นทุนได้มากขึ้น


ท้ายที่สุดแล้ว ต้นทุนโลจิสติกส์ ไม่ใช่เรื่องของตัวเลขในบัญชีเพียงอย่างเดียว แต่มันคือเรื่องของการบริหารจัดการคนและข้อมูลให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุด การที่คุณเข้าใจต้นทุนโลจิสติกส์และรู้จักนำเครื่องมือที่เหมาะสมมาใช้ ก็จะช่วยให้ธุรกิจของคุณจากที่แบกต้นทุน กลับกลายเป็นธุรกิจที่สร้างกำไรได้อย่างยั่งยืน